Google ประกาศปรับเปลี่ยนวิธีจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบริการ AI และการค้นหา โดยเตรียมเปิดระบบใหม่ชื่อ Search Services History ซึ่งจะใช้สำหรับบันทึก รูปภาพ เสียง วิดีโอ และไฟล์ ที่ผู้ใช้นำไปใช้งานกับบริการต่าง ๆ ของ Google เช่น Google Lens, Search Live, Voice Search และ Google Translate เพื่อช่วยพัฒนาบริการและโมเดล AI ของบริษัทต่อไป
ข่าวนี้สร้างความสนใจในโลกออนไลน์ เพราะผู้ใช้หลายคนกังวลว่า Google จะเก็บข้อมูลส่วนตัวมากขึ้น แต่บริษัทระบุว่า ผู้ใช้สามารถเลือกปิดการบันทึกข้อมูลได้ และระบบใหม่นี้ถูกออกแบบให้แยกออกจากการตั้งค่าเดิม เพื่อให้ควบคุมความเป็นส่วนตัวได้ง่ายขึ้น
Search Services History คืออะไร?
Search Services History เป็นหน้าการตั้งค่าใหม่ที่ Google จะทยอยเปิดให้ผู้ใช้ในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
ระบบนี้จะดูแลข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการค้นหาและบริการ AI เช่น
- รูปภาพที่ค้นหาผ่าน Google Lens
- เสียงจาก Voice Search
- การสนทนากับ Search Live
- ไฟล์ รูปภาพ หรือวิดีโอที่ใช้ประกอบการค้นหา
- เสียงที่ใช้กับ Google Translate
ก่อนหน้านี้ ข้อมูลบางส่วนถูกรวมอยู่ในเมนู Web & App Activity แต่ Google กำลังแยกออกมาเป็นระบบใหม่เพื่อให้ผู้ใช้จัดการได้สะดวกกว่าเดิม
Google จะนำข้อมูลไปทำอะไร?
Google ระบุว่า ข้อมูลที่ถูกบันทึกอาจถูกใช้เพื่อ
- ปรับปรุงคุณภาพของบริการค้นหา
- พัฒนาฟีเจอร์ AI รุ่นใหม่
- เพิ่มความแม่นยำของผลลัพธ์
- ปรับแต่งคำแนะนำให้เหมาะกับผู้ใช้
- พัฒนาโมเดล AI ของ Google
อย่างไรก็ตาม Google ย้ำว่า การใช้งานจะเป็นไปตามการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ และสามารถปิดการบันทึกข้อมูลได้หากไม่ต้องการให้ข้อมูลถูกจัดเก็บ
ถ้าไม่อยากให้ Google เก็บข้อมูล ทำอย่างไร?
Google ระบุว่า ผู้ใช้สามารถ
- ปิด Search Services History
- ปิดตัวเลือก Save Media
- ตรวจสอบและลบประวัติที่บันทึกไว้ได้
หากก่อนหน้านี้ผู้ใช้ได้ปิด Web & App Activity อยู่แล้ว ระบบใหม่จะยังคงปิดไว้โดยอัตโนมัติ และ Google จะย้ายการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวเดิมมาใช้กับระบบใหม่ด้วย
เกี่ยวข้องกับ Gemini อย่างไร?
แม้ประกาศครั้งนี้จะครอบคลุมบริการค้นหาหลายตัว แต่ก็สะท้อนแนวทางของ Google ที่กำลังผลักดัน AI แบบ Multimodal ซึ่งสามารถเข้าใจข้อมูลได้หลายรูปแบบ ทั้งข้อความ รูปภาพ เสียง และวิดีโอ
ในงาน Google I/O 2026 บริษัทได้เปิดตัวความสามารถใหม่ของ Gemini ที่รองรับการประมวลผลข้อมูลหลายประเภทพร้อมกัน และเพิ่มฟีเจอร์ Personal Intelligence ที่เชื่อมโยงบริการต่าง ๆ ภายในระบบนิเวศของ Google มากขึ้น
ประเด็นด้านความเป็นส่วนตัว
แม้ Google จะให้ผู้ใช้เลือกเปิดหรือปิดการบันทึกข้อมูลได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นส่วนตัวมองว่า การที่ AI ต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมากในการพัฒนา ทำให้ผู้ใช้ควรตรวจสอบการตั้งค่าบัญชีของตนเป็นระยะ
โดยเฉพาะผู้ที่ใช้งาน Google Lens, Gemini, Voice Search หรือ Translate เป็นประจำ เพราะบริการเหล่านี้อาจมีการจัดเก็บข้อมูลเพื่อใช้ปรับปรุงระบบ หากผู้ใช้ไม่ได้ปิดการตั้งค่าดังกล่าว
สรุป
การเปิดตัว Search Services History แสดงให้เห็นว่า Google กำลังแยกการจัดการข้อมูลสำหรับบริการ AI และ Search ออกจากระบบเดิม เพื่อให้การควบคุมความเป็นส่วนตัวมีความชัดเจนมากขึ้น
แม้ข้อมูลรูปภาพ เสียง และไฟล์อาจถูกนำไปใช้พัฒนาบริการและโมเดล AI แต่ผู้ใช้ยังคงมีสิทธิ์เลือกว่าจะอนุญาตให้บันทึกข้อมูลหรือไม่ ดังนั้นการตรวจสอบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวเป็นประจำจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ โดยเฉพาะในยุคที่ AI มีบทบาทมากขึ้นในบริการออนไลน์







