เป็นเวลากว่าทศวรรษที่ Apple Car หรือ Project Titan ถูกยกให้เป็นหนึ่งในโครงการลับที่ถูกจับตามองที่สุดของโลกเทคโนโลยี หลายคนเชื่อว่า Apple จะเข้ามาเปลี่ยนอุตสาหกรรมรถยนต์แบบเดียวกับที่เคยเปลี่ยนโลกของสมาร์ตโฟน
แต่ท้ายที่สุด ความฝันดังกล่าวกลับจบลงด้วยการยกเลิกโครงการ หลังบริษัทใช้เงินลงทุนรวมกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไม่สามารถพารถยนต์สักคันออกสู่ตลาดได้
จุดเริ่มต้นของ Project Titan
Apple เริ่มโครงการรถยนต์ราวปี 2014 ภายใต้ชื่อรหัส Project Titan
ในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุด มีรายงานว่าทีมงานมีพนักงานและวิศวกรหลายพันคน รวมถึงดึงบุคลากรจากบริษัทชั้นนำอย่าง Porsche, Tesla, NASA และผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นเข้ามาร่วมพัฒนา ทั้งยังทดสอบรถไร้คนขับบนถนนจริงในรัฐแคลิฟอร์เนีย และเคยร่วมมือกับ Volkswagen เพื่อพัฒนารถรับส่งอัตโนมัติสำหรับพนักงานของ Apple เอง
ปัญหาใหญ่คือ “เปลี่ยนเป้าหมายตลอดเวลา”
รายงานหลายฉบับระบุว่า ปัญหาหลักของ Project Titan ไม่ใช่เรื่องเงิน แต่คือการเปลี่ยนทิศทางของโครงการอยู่ตลอด
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Apple เคยวางแผนที่จะสร้าง
- รถยนต์ไฟฟ้าแข่งขันกับ Tesla
- รถไร้คนขับเต็มรูปแบบแบบไม่มีพวงมาลัย
- แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์สำหรับรถยนต์
- ระบบขับขี่อัตโนมัติสำหรับผู้ผลิตรถรายอื่น
การเปลี่ยนแนวคิดหลายครั้งทำให้ทีมวิศวกรรมต้องเริ่มต้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีก ส่งผลให้โครงการล่าช้าและใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ความท้าทายของรถไร้คนขับ
หนึ่งในเป้าหมายที่ทะเยอทะยานที่สุดของ Apple คือการสร้างรถยนต์ที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติระดับสูง โดยแทบไม่ต้องอาศัยการควบคุมจากมนุษย์
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีดังกล่าวยังมีความซับซ้อนสูง ทั้งด้านซอฟต์แวร์ ความปลอดภัย กฎหมาย และการรับรองมาตรฐาน ทำให้ Apple ต้องลดเป้าหมายลงหลายครั้ง จากรถไร้คนขับเต็มรูปแบบ เหลือเพียงระบบช่วยขับระดับใกล้เคียงกับที่มีอยู่ในตลาด แต่ก็ยังไม่สามารถหาจุดขายที่แตกต่างได้อย่างชัดเจน
ลงทุนกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ แต่ไม่เคยเปิดตัวรถจริง
แม้จะใช้เวลาพัฒนานานกว่า 10 ปี แต่ Apple ไม่เคยเปิดตัวต้นแบบรถยนต์อย่างเป็นทางการ
รายงานระบุว่า บริษัทใช้เงินลงทุนเฉลี่ยราว 1,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี กับโครงการนี้ รวมแล้วมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ ก่อนที่ผู้บริหารจะตัดสินใจยุติโครงการในปี 2024 และโยกพนักงานจำนวนมากไปยังทีมพัฒนา Generative AI แทน
สิ่งที่ยังคงอยู่
แม้ Apple Car จะไม่เกิดขึ้นจริง แต่เทคโนโลยีหลายส่วนจาก Project Titan ไม่ได้สูญหายไปทั้งหมด
มีรายงานว่าองค์ความรู้ด้าน
- ชิปประมวลผลสำหรับระบบอัตโนมัติ
- ระบบปฏิบัติการด้านความปลอดภัย
- ปัญญาประดิษฐ์
- Computer Vision
- Machine Learning
ถูกนำไปต่อยอดในผลิตภัณฑ์และบริการอื่นของ Apple รวมถึงโครงการ AI ที่บริษัทกำลังให้ความสำคัญในปัจจุบัน
บทเรียนราคาแพงของ Apple
Project Titan กลายเป็นตัวอย่างว่า แม้บริษัทที่มีเงินทุนมหาศาลและความเชี่ยวชาญด้านฮาร์ดแวร์อย่าง Apple ก็ไม่สามารถรับประกันความสำเร็จในอุตสาหกรรมใหม่ได้
ตลาดรถยนต์มีความแตกต่างจากตลาดสมาร์ตโฟนอย่างมาก ทั้งในด้านการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน กฎระเบียบ และความปลอดภัย ทำให้การสร้าง “รถยนต์แบบ Apple” ยากกว่าที่หลายคนคาดไว้
สรุป
Apple Car อาจไม่มีวันได้ออกวิ่งบนท้องถนน แต่ Project Titan ก็ทิ้งบทเรียนสำคัญให้กับทั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
การลงทุนมหาศาลเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทดแทนวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน การตัดสินใจที่ต่อเนื่อง และความพร้อมของเทคโนโลยีได้
สุดท้าย Apple เลือกยุติโครงการรถยนต์ แล้วหันไปเดิมพันกับ Generative AI ซึ่งวันนี้กลายเป็นสมรภูมิหลักของบริษัทแทน








