เมื่อพูดถึงรถยนต์ไร้คนขับ หลายคนอาจนึกถึง Tesla หรือ Waymo เป็นชื่อแรก ๆ แต่ตอนนี้มีอีกหนึ่งบริษัทที่กำลังถูกจับตามองอย่างมาก นั่นคือ Wayve สตาร์ทอัปด้าน AI จากสหราชอาณาจักร ที่กำลังกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในสนาม Autonomous Driving หลังสามารถคว้าพันธมิตรรายใหญ่หลายราย และได้รับเงินลงทุนมหาศาลจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก
Wayve ก่อตั้งขึ้นในปี 2017 โดย Alex Kendall และทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ด้วยแนวคิดที่แตกต่างจากผู้พัฒนารถไร้คนขับแบบดั้งเดิม นั่นคือการใช้ AI แบบ End-to-End ที่เรียนรู้การขับรถจากข้อมูลจริงจำนวนมหาศาล แทนการอาศัยกฎที่เขียนไว้ล่วงหน้า หรือแผนที่ความละเอียดสูง (HD Maps)
จุดเด่นของ Wayve คือ “AI เรียนรู้การขับรถเอง”
เทคโนโลยีของ Wayve ใช้ข้อมูลจากกล้องและเซ็นเซอร์เพื่อให้ AI วิเคราะห์สภาพแวดล้อมและตัดสินใจขับรถแบบเรียลไทม์
แนวทางนี้คล้ายกับแนวคิด Full Self-Driving (Supervised) ของ Tesla ที่เน้นให้ AI เรียนรู้จากประสบการณ์จริง แต่ Wayve แตกต่างตรงที่บริษัทไม่ได้ผลิตรถยนต์ของตัวเอง กลับเลือกพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ผู้ผลิตรถยนต์นำไปติดตั้งในรถของตนเอง ทำให้สามารถขยายตลาดได้กว้างกว่า
คว้าพันธมิตรยักษ์ใหญ่หลายราย
Wayve ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลกอย่าง Stellantis ซึ่งมีแผนติดตั้งระบบ AI Driver ของ Wayve ในรถแบรนด์ Jeep, Chrysler, Dodge และ Ram ตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ Nissan ก็ประกาศความร่วมมือเพื่อนำเทคโนโลยีของ Wayve ไปใช้ในรถยนต์สำหรับตลาดญี่ปุ่น ขณะที่ Uber เตรียมนำระบบของบริษัทไปทดสอบในบริการ Robotaxi ที่กรุงลอนดอนอีกด้วย
ได้รับเงินลงทุนจาก Microsoft, NVIDIA และ SoftBank
อีกเหตุผลที่ Wayve ถูกจับตามอง คือการได้รับเงินลงทุนรวมมากกว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากนักลงทุนรายใหญ่ เช่น
- Microsoft
- NVIDIA
- AMD
- SoftBank
- Mercedes-Benz
เงินทุนก้อนนี้จะถูกนำไปเร่งพัฒนา AI Driver และขยายการทดสอบเชิงพาณิชย์ในหลายประเทศ
คู่แข่งใช้คนละแนวทาง
แม้ Wayve จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับ Tesla และ Waymo แต่ทั้งสามบริษัทมีแนวคิดที่แตกต่างกัน
- Tesla เน้นพัฒนาซอฟต์แวร์และติดตั้งในรถของตัวเอง
- Waymo ใช้ระบบผสมระหว่าง AI, LiDAR และแผนที่ความละเอียดสูง พร้อมให้บริการ Robotaxi เชิงพาณิชย์ในหลายเมืองของสหรัฐฯ
- Wayve เลือกสร้างแพลตฟอร์ม AI ที่สามารถติดตั้งในรถของผู้ผลิตหลายแบรนด์ โดยไม่ต้องพึ่งแผนที่ละเอียดหรือเซ็นเซอร์ราคาแพง ทำให้มีโอกาสขยายสู่ตลาดได้รวดเร็วกว่าในบางกรณี
อนาคตรถยนต์ไร้คนขับยังเปิดกว้าง
แม้ Waymo จะยังเป็นผู้นำด้าน Robotaxi เชิงพาณิชย์ และ Tesla กำลังผลักดัน Full Self-Driving อย่างต่อเนื่อง แต่การเติบโตของ Wayve แสดงให้เห็นว่าตลาดรถยนต์ไร้คนขับยังเปิดโอกาสให้ผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาแข่งขันได้
หาก Wayve สามารถพิสูจน์ได้ว่า AI ของบริษัทมีความปลอดภัยและใช้งานได้จริงในหลายประเทศ ก็อาจกลายเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญที่เปลี่ยนสมดุลของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคตได้
สรุป
Wayve อาจยังไม่เป็นที่รู้จักเท่า Tesla หรือ Waymo แต่ด้วยแนวทางการพัฒนา AI แบบ End-to-End การจับมือกับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ และเงินลงทุนมหาศาลจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ทำให้บริษัทถูกยกให้เป็นหนึ่งในสตาร์ทอัปที่น่าจับตามองที่สุดของวงการรถยนต์ไร้คนขับ
การแข่งขันในตลาด Autonomous Driving จึงไม่ได้มีเพียงสองยักษ์ใหญ่อีกต่อไป แต่กำลังมีผู้เล่นหน้าใหม่ที่พร้อมเข้ามาเปลี่ยนเกมอย่างจริงจัง







