Apple แพ้คำร้องคดี Masimo ศาลยืนยันคำตัดสินค่าเสียหาย 634 ล้านดอลลาร์
ข้อพิพาทระหว่าง Apple กับ Masimo กลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง หลังศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ปฏิเสธคำร้องของ Apple ที่ต้องการให้ยกเลิกคำตัดสินของคณะลูกขุน และไม่อนุญาตให้มีการพิจารณาคดีใหม่ในข้อพิพาทด้านสิทธิบัตรเทคโนโลยีตรวจวัดสุขภาพ
คำตัดสินเดิมกำหนดให้ Apple ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายประมาณ 634 ล้านดอลลาร์ หลังคณะลูกขุนเห็นว่าคุณสมบัติตรวจวัดอัตราการเต้นหัวใจและระบบแจ้งเตือนบางส่วนของ Apple Watch ละเมิดสิทธิบัตรของ Masimo
คดีดังกล่าวเป็นคนละส่วนกับข้อพิพาทที่เคยทำให้ Apple Watch บางรุ่นถูกสั่งห้ามนำเข้าสหรัฐฯ เนื่องจากฟีเจอร์วัดออกซิเจนในเลือด แต่ทั้งสองกรณีสะท้อนความขัดแย้งระยะยาวระหว่างบริษัทเทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภคกับผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์เฉพาะทาง

ศาลไม่รับข้อโต้แย้งว่า Apple Watch ไม่ใช่อุปกรณ์ติดตามผู้ป่วย
หนึ่งในข้อโต้แย้งหลักของ Apple คือคำว่า “Patient Monitor” ในสิทธิบัตรควรถูกจำกัดไว้เฉพาะอุปกรณ์ทางการแพทย์แบบดั้งเดิม ไม่ควรครอบคลุมนาฬิกาสำหรับผู้บริโภคอย่าง Apple Watch
ผู้พิพากษา James V. Selna ไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว โดยมองว่าความหมายทั่วไปของอุปกรณ์ติดตามผู้ป่วยสามารถครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่วัดและแจ้งเตือนข้อมูลสุขภาพของผู้สวมใส่ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเครื่องมือที่ติดตั้งอยู่ในโรงพยาบาลเท่านั้น
การตีความนี้มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมอุปกรณ์สวมใส่ เพราะสมาร์ตวอตช์กำลังเพิ่มความสามารถที่เคยพบเฉพาะในอุปกรณ์ทางการแพทย์ ตั้งแต่การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจไปจนถึงการติดตามออกซิเจนในเลือดและความผิดปกติของชีพจร
คำขอพิจารณาคดีใหม่ถูกปฏิเสธด้วย
Apple ยังท้าทายคำแนะนำที่ศาลให้แก่คณะลูกขุน รวมถึงการตัดสินใจไม่รับคำให้การจากผู้เชี่ยวชาญบางราย แต่ผู้พิพากษาเห็นว่าไม่มีข้อผิดพลาดร้ายแรงเพียงพอที่จะทำให้ต้องเริ่มกระบวนการพิจารณาคดีใหม่
การปฏิเสธทั้งสองคำร้องหมายความว่า คำตัดสินของคณะลูกขุนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 ยังคงมีผลในขณะนี้ แม้ Apple ยังมีช่องทางดำเนินกระบวนการอุทธรณ์ต่อไปได้ตามกฎหมาย
Apple เคยระบุว่าบริษัทไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน และมองว่าสิทธิบัตรที่ถูกนำมาใช้ในคดีมีประเด็นด้านความถูกต้องและขอบเขตการคุ้มครอง แต่คำกล่าวดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนผลในศาลชั้นต้น
ข้อพิพาทเริ่มต้นจากเทคโนโลยีตรวจออกซิเจนในเลือด
Masimo ยื่นฟ้อง Apple ตั้งแต่ปี 2020 โดยกล่าวหาว่า Apple นำความลับทางการค้าและเทคโนโลยีด้าน Pulse Oximetry ไปใช้กับ Apple Watch รวมถึงดึงบุคลากรสำคัญของบริษัทไปทำงานให้ Apple
ข้อพิพาทต่อมาขยายออกเป็นหลายคดี ทั้งการละเมิดสิทธิบัตร การกล่าวหาขโมยความลับทางการค้า และกระบวนการที่คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ หรือ ITC ใช้พิจารณาการนำเข้าสินค้า
ในปี 2023 คำตัดสินของ ITC ทำให้ Apple ต้องหยุดจำหน่าย Apple Watch ที่มีฟีเจอร์ Blood Oxygen ในสหรัฐฯ ชั่วคราว ก่อนบริษัทกลับมาจำหน่ายด้วยการปิดฟีเจอร์ดังกล่าว และต่อมาพัฒนาระบบใหม่ให้ประมวลผลข้อมูลผ่าน iPhone ที่จับคู่กับนาฬิกา
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่เงินค่าเสียหาย
เงิน 634 ล้านดอลลาร์เป็นจำนวนสูง แต่ผลกระทบระยะยาวอาจอยู่ที่ข้อจำกัดในการออกแบบฟีเจอร์สุขภาพของ Apple Watch รุ่นต่อไป
หากสิทธิบัตรของ Masimo ยังคงได้รับการยืนยัน Apple อาจต้องเปลี่ยนวิธีประมวลผลข้อมูล เจรจาใบอนุญาต หรือหลีกเลี่ยงการใช้เทคนิคบางประเภทในผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในสหรัฐฯ
ความไม่แน่นอนยังอาจทำให้ฟีเจอร์สุขภาพบางรายการเปิดใช้งานต่างกันตามประเทศ แม้อุปกรณ์ใช้เซ็นเซอร์และฮาร์ดแวร์รุ่นเดียวกันก็ตาม
ตลาดอุปกรณ์สุขภาพต้องเผชิญเส้นแบ่งใหม่
สมาร์ตวอตช์ไม่ได้ถูกวางเป็นอุปกรณ์การแพทย์เต็มรูปแบบในทุกกรณี แต่ความสามารถในการแจ้งเตือนความผิดปกติทำให้ผลิตภัณฑ์มีบทบาทใกล้ระบบติดตามสุขภาพมากขึ้น
เมื่อบริษัทเทคโนโลยีเข้าสู่พื้นที่ดังกล่าว ความขัดแย้งเรื่องสิทธิบัตร มาตรฐานทางการแพทย์ และการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ผู้ผลิตต้องพิสูจน์ไม่เพียงว่าฟีเจอร์ใช้งานสะดวก แต่ต้องแสดงว่าการวัดมีความแม่นยำ ปลอดภัย และไม่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์มาก่อน







