iPad รุ่นเก่าเช็กสุขภาพแบตได้อย่างไร?

โดย

ผู้ใช้ iPhone คุ้นเคยกับเมนู Battery Health ที่ช่วยตรวจสอบสุขภาพแบตเตอรี่ได้อย่างสะดวก แต่สำหรับผู้ใช้ iPad รุ่นเก่าหลายคนกลับพบว่าไม่มีเมนูดังกล่าวอยู่ในการตั้งค่า จนเกิดคำถามว่า Apple ซ่อนข้อมูลไว้ หรือ iPad รุ่นเก่าไม่สามารถตรวจสอบสุขภาพแบตเตอรี่ได้จริง

คำตอบคือ ยังตรวจสอบได้ เพียงแต่ Apple เพิ่งเริ่มเพิ่มฟีเจอร์ Battery Health ให้กับ iPad ในรุ่นใหม่เท่านั้น ส่วน iPad รุ่นก่อนหน้ายังต้องอาศัยวิธีอื่นในการตรวจสอบ

ทำไม iPad รุ่นเก่าถึงไม่มี Battery Health?

Apple ไม่เคยอธิบายเหตุผลอย่างเป็นทางการว่าทำไม iPad ถึงได้รับฟีเจอร์ Battery Health ช้ากว่า iPhone

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่าเป็นเพราะลักษณะการใช้งานของ iPad แตกต่างจาก iPhone ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่ได้ชาร์จแบตเตอรี่ทุกวัน หรือใช้งานหนักต่อเนื่องเหมือนสมาร์ตโฟน อีกทั้ง iPad ยังมีแบตเตอรี่ที่มีความจุมากกว่า ทำให้โดยทั่วไปสามารถใช้งานได้ยาวนานกว่าในแต่ละรอบการชาร์จ

ด้วยเหตุนี้ ผู้ใช้จำนวนมากจึงอาจไม่รู้สึกถึงการเสื่อมของแบตเตอรี่เร็วเหมือนบน iPhone

iPad รุ่นไหนที่รองรับ Battery Health?

ปัจจุบัน Apple เพิ่มเมนู Battery Health ให้กับ iPad รุ่นใหม่ ได้แก่

  • iPad Pro (M4)
  • iPad Air (M2) และรุ่นใหม่กว่า
  • iPad mini (A17 Pro)
  • iPad (A16)
  • iPad รุ่นใหม่ที่เปิดตัวหลังจากนี้

เพียงเข้าไปที่

Settings > Battery > Battery Health

ก็สามารถดูข้อมูลสำคัญได้ เช่น

  • สุขภาพแบตเตอรี่ (Battery Health)
  • ความจุสูงสุด (Maximum Capacity)
  • จำนวนรอบการชาร์จ (Cycle Count)
  • วันที่ผลิตแบตเตอรี่
  • วันที่เริ่มใช้งานเครื่อง
  • สถานะแบตเตอรี่
  • ตัวเลือกจำกัดการชาร์จไว้ที่ 80%

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้ใช้ประเมินได้ว่าแบตเตอรี่ยังอยู่ในสภาพดีหรือเริ่มเสื่อมลงมากน้อยเพียงใด

หากใช้ iPad รุ่นเก่า ยังตรวจสอบได้อย่างไร?

แม้จะไม่มีเมนู Battery Health แต่ยังมี 2 วิธีที่ได้รับความนิยม

1. ขอให้ Apple ตรวจสอบจากระยะไกล

วิธีที่ง่ายที่สุดคือ ติดต่อ Apple Support

หากคุณแจ้งว่า

  • แบตหมดเร็ว
  • เครื่องชาร์จนานผิดปกติ
  • ใช้งานได้ไม่นาน
  • เครื่องดับเอง

เจ้าหน้าที่สามารถทำ Remote Battery Diagnostic เพื่อตรวจสอบสุขภาพแบตเตอรี่ของเครื่องจากระยะไกล

ผลการตรวจสอบจะช่วยให้ทราบว่า

  • แบตเตอรี่เสื่อมมากหรือไม่
  • ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่หรือยัง
  • ยังใช้งานต่อได้หรือควรส่งซ่อม

ข้อดีคือ ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติม และเป็นข้อมูลที่อ้างอิงจากระบบของ Apple โดยตรง

2. ใช้โปรแกรม coconutBattery บน Mac

อีกทางเลือกหนึ่งคือ coconutBattery ซึ่งเป็นโปรแกรมยอดนิยมสำหรับ macOS

หลังติดตั้งโปรแกรมและเชื่อมต่อ iPad ผ่านสาย USB คุณสามารถดูข้อมูลได้ เช่น

  • สุขภาพแบตเตอรี่ (%)
  • ความจุจริงของแบตเตอรี่
  • จำนวนรอบการชาร์จ
  • อุณหภูมิแบตเตอรี่
  • กำลังชาร์จในขณะนั้น

นอกจากนี้ โปรแกรมยังรองรับการตรวจสอบแบตเตอรี่ของ Mac และ iPhone ได้ภายในแอปเดียว

เมื่อไรควรเปลี่ยนแบตเตอรี่?

หากพบอาการต่อไปนี้ อาจถึงเวลาตรวจสอบหรือเปลี่ยนแบตเตอรี่

  • แบตหมดเร็วผิดปกติ
  • ชาร์จนานกว่าปกติ
  • เครื่องปิดเองทั้งที่ยังมีแบตเตอรี่
  • ใช้งานได้ไม่นานแม้ชาร์จเต็ม

ในหลายกรณี การเปลี่ยนแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียวก็สามารถยืดอายุการใช้งานของ iPad ได้อีกหลายปี โดยไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องใหม่

วิธีดูแลแบตเตอรี่ iPad ให้อยู่ได้นานขึ้น

แม้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจะเสื่อมตามอายุการใช้งาน แต่สามารถชะลอการเสื่อมได้ด้วยวิธีง่าย ๆ เช่น

  • ใช้อะแดปเตอร์และสายชาร์จที่ได้มาตรฐาน
  • หลีกเลี่ยงการวางเครื่องไว้กลางแดดหรือในที่ร้อนจัด
  • อัปเดต iPadOS ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด
  • ปิดหน้าจอเมื่อไม่ได้ใช้งาน
  • ใช้งาน Wi-Fi ที่มีสัญญาณเสถียร
  • เปิดโหมดเครื่องบินเมื่ออยู่ในพื้นที่ที่สัญญาณอ่อน

หลายคนเชื่อว่าควรชาร์จไม่เกิน 80% ตลอดเวลา แต่สำหรับผู้ใช้ทั่วไป การหลีกเลี่ยงความร้อนและใช้อุปกรณ์ชาร์จที่มีคุณภาพ มักส่งผลต่ออายุแบตเตอรี่มากกว่าการกังวลเรื่องเปอร์เซ็นต์การชาร์จเพียงอย่างเดียว

สรุป

แม้ iPad รุ่นเก่า จะไม่มีเมนู Battery Health เหมือน iPhone หรือ iPad รุ่นใหม่ แต่ผู้ใช้ยังสามารถตรวจสอบสุขภาพแบตเตอรี่ได้ผ่าน Apple Support หรือโปรแกรมอย่าง coconutBattery บน Mac

หากพบว่าแบตเตอรี่เริ่มเสื่อม การเปลี่ยนแบตอาจคุ้มค่ากว่าการเปลี่ยนเครื่องใหม่ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ยังพึงพอใจกับประสิทธิภาพของ iPad เครื่องเดิม การดูแลแบตเตอรี่อย่างเหมาะสมก็จะช่วยให้ใช้งานอุปกรณ์ได้ยาวนานขึ้นอีกหลายปี

แชร์บทความนี้
โดยKOMCHAD
ติดตาม
KOMCHAD นำเสนอข่าวไอที AI สมาร์ทโฟน Gadget คอมพิวเตอร์ ความปลอดภัยไซเบอร์ และนวัตกรรมล่าสุดในภาษาไทย
ฝากความคิดเห็น